ข่าวสาร

โควิด-19 กระทบเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์น้อยกว่าโรงแรม

คาดวิกฤติการณ์โรคระบาดจะเร่งแนวโน้มการหันกลับมาพัฒนาโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์มากขึ้น

มิถุนายน 24, 2563

วิกฤติการณ์โรคระบาดส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหลากหลายภาคธุรกิจบริการในประเทศไทย ตลอดรวมไปจนถึงธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ของกรุงเทพฯ อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล เผยให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับโรงแรม ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์สามารถรับมือได้ค่อนข้างดีกว่าเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ขึ้น โดยเจแอลแอลคาดว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเร่งแนวโน้มการพัฒนาโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ และโครงการมิกซ์ยูสที่มีทั้งโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในโครงการเดียวกัน

ในการวิจัยดังกล่าว เจแอลแอลศึกษาผลประกอบการของโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในกรุงเทพฯ ที่มีมาตรฐานระดับสากล ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน กว่า 80% ของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในกรุงเทพฯ ยังคงเปิดให้บริการ และอัตราการเข้าใช้บริการห้องพักปรับตัวลดลงราว 30% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โรงแรมส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ปิดกิจการชั่วคราว ส่วนโรงแรมที่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่มีอัตราการเข้าใช้ห้องพักลดลงเฉลี่ยเกือบ 50% และหลายโรงแรมมีผู้เข้าใช้บริการไม่ถึง 10% ของจำนวนห้องพักที่มี

นางสาวพิมพ์พะงา ยมจินดา รองประธานฝ่ายบริการลงทุนซื้อขายภาคพื้นเอเชีย หน่วยธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า “ในขณะที่ภาวะซบเซาของภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ดำเนินอยู่ ส่งผลให้โรงแรมหลายแห่งในประเทศไทยปิดตัวลงเพื่อลดต้นทุน แต่เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ยังคงเปิดดำเนินการเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เข้าพักระยะยาว”

“นักท่องเที่ยวหรือผู้เข้าพักระยะสั้น นับว่ามีสัดส่วนที่ต่ำจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการห้องพักทั้งหมดของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในกรุงเทพฯ แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์จะพยายามหันมาเพิ่มสัดส่วนของผู้เข้าพักระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ลูกค้ากลุ่มหลักยังคงเป็นผู้เข้าพักระยะยาว รวมถึงชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 น้อยกว่ากลุ่มธุรกิจโรงแรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก”

ผลการศึกษาของเจแอลแอล ระบุว่า โดยทั่วไป จำนวนผู้เข้าพักระยะสั้นและระยะยาวในเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์โดยเฉลี่ยจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 25/75 แต่สำหรับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผู้ประกอบการค่อยๆ ปรับสัดส่วนเป็น 40/60 ในขณะที่โรงแรมส่วนใหญ่ไม่มีผู้เช่าห้องพักระยะยาว แต่ขณะนี้ เริ่มมีแบรนด์โรงแรมที่มีการหันมารับลูกค้าระยะยาว เช่น แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ และโนโวเทล ลิฟวิ่ง สุขุมวิท 34 ที่กำลังจะเปิดในปีนี้

นายอเล็กซ์ ซิเกด้า รองประธานฝ่ายบริหารสินทรัพย์ หน่วยธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า “การมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้เช่าห้องพักระยะยาว ทำให้เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวรับมือได้ดีกว่าอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในภาคบริการเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เฉพาะสถานการณ์โควิดในขณะนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิกฤติการณ์อื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองระหว่างปี 2556-2557 และการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ตลอดปี 2562”

ในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ได้ทำให้เกิด new normal หรือวิถีชีวิตใหม่เกิดขึ้นหลายด้านในภาคธุรกิจบริการ อีกหนึ่ง new normal ที่เจแอลแอลคาดว่าจะเกิดขึ้นคือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งห้องพักโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในโครงการเดียวกัน ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวดำเนินอยู่ก่อนแล้ว แต่เชื่อว่า สถานการณ์โควิด-19 จะเป็นตัวเร่งที่สำคัญ

นายซิเกด้ากล่าวว่า “การลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และโรงแรมมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน ในส่วนของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ข้อได้เปรียบคือ การมีต้นทุนต่ำและกำไรสูงกว่า รวมถึงการเป็นธุรกิจที่มีเสถียรภาพมากกว่า ในขณะที่โรงแรมมีโอกาสรับลูกค้าและปรับค่าบริการขึ้นได้ง่ายกว่าในช่วงที่มีความต้องการใช้ห้องพักสูง เนื่องจากห้องพักไม่ติดข้อผูกมัดกับลูกค้าที่เช่าระยะยาว”

นางสาวพิมพ์พะงากล่าวว่า “เพื่อผสานข้อจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองประเภท เครือผู้ประกอบการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์จำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะจากต่างประเทศ จึงหันมาจับกลุ่มผู้ใช้บริการห้องพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว คาดว่าแนวโน้มนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตระหนักถึงจุดแข็งของอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองประเภทที่ช่วยปิดช่วยจุดอ่อนของกันและกันได้ ดังจะเห็นตัวอย่างโครงการใหม่ เช่น โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ โดยเครือโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล (IHG) และ โรงแรมไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก จากกลุ่มแอสคอทท์ 

ข้อมูลเพิ่มเติม

จากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทบริการที่พักที่เจแอลแอลติดตามศึกษา มีเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 9,500 ห้องจากกว่า 90 โครงการ หรือราว 7.5% ของจำนวนห้องพักเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และโรงแรมที่มีทั้งหมดรวมกันในกรุงเทพฯ ในขณะที่โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์จำนวนมากมีทั้งที่บริหารและไม่ได้บริหารโดยแบรนด์ ตัวอย่างแบรนด์บริหารหลักๆ ได้แก่ บริษัทบริหารโรงแรมจากต่างประเทศ เช่น แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล, แอสคอทท์, โอ๊ควูด และแบรนด์ไทย เช่น ชาเทรียม โฮเทลส์ แอนด์ เรสซิเดนซ์, ออนิกส์ และกลุ่มจัสมิน เป็นต้น