แนะสมาร์ทซิตี้เตรียมรับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

JLL กับ Tech In Asia เผยผลงานการวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงจากเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์

เมษายน 05, 2561

กรุงเทพฯ 5 เมษายน 2561 - ในขณะที่หลายๆ เมืองในเอเชียแปซิฟิกกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้กับอสังหาริมทรัพย์และระบบสาธารณูปโภคมากขึ้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้นตามไปด้วย ตามการวิเคราะห์โดยบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล ในรายงานที่มีชื่อว่า 'Clicks and Mortar: The Growing Influence of Proptech'

รายงานฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยเจแอลแอล ด้วยความร่วมมือกับ Tech In Asia ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่จัดทำเว็บไซต์นำเสนอข่าวสาร จัดกิจกรรม และเป็นสื่อกลางการหางานหรือพนักงาน สำหรับแวดวงเทคโนโลยีและธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยได้วิเคราะห์การหลอมรวมกันของเทคโนโลยีกับอสังหาริมทรัพย์ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ใน 13 หัวเมืองสำคัญของเอเชียแปซิฟิก

สมาร์ทซิตี้ เป็นแนวคิดที่กำลังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงหลายๆ ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตัวอย่างเช่น จีนได้เริ่มกระบวนการเปลี่ยนเมืองกว่า 500 เมืองของตนให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ อินเดียเปิดเผยแผนที่จะเปลี่ยนเทศบาลนคร 100 แห่งให้เป็นสมาร์ทซิตี้ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีการประกาศโครงการแล้ว สิงคโปร์ประกาศวิสัยทัศน์สมาร์ทเนชั่น (ชาติอัจฉริยะ) ในปี 2557 และเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ รัฐบาลออสเตรเลียประกาศจัดสรรเงินทุน 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสนับสนุนการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของประเทศในอาเซียน

ส่วนประเทศไทย มีการเริ่มโครงการสมาร์ทซิตี้นำร่องในสามจังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่และขอนแก่น และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีการประกาศแผนที่จะขยายสมาร์ทซิตี้นำร่องเพิ่มในอีกสี่จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ และสามจังหวัดในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา พร้อมตั้งเป้าจะให้ประเทศไทยมีสมาร์ทซิตี้ 100 แห่งภายใน 20 ปี

นายอัลเบิร์ต โอวิดิ กรรมการอํานวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เจแอลแอล กล่าวว่า "เทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือ proptech เป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะมีส่วนสำคัญในพัฒนาการของสมาร์ทซิตี้ในอนาคต นอกจากนี้ การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคด้านดิจิตอลกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเมืองในการสร้างสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่มากขึ้น และมีความสามารถในการดึงดูด/รักษาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถ"

"อย่างไรก็ดี จากการที่เอเชียแปซิฟิกเร่งใช้ประโยชน์จาก Internet of Things (IoT) หรือ อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง และพึ่งพาระบบการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างมากในการสร้างสมาร์ทซิตี้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีการป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ด้วย"

ความเสี่ยง

ตามบทวิเคราะห์ในรายงานของเจแอลแอล ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าสูงขึ้น ทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยซึ่งมีธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมากที่พัฒนา proptech ขึ้นมาสำหรับให้บริการ อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย จะไม่มีความเสี่ยงทางไซเบอร์ เพราะอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทล้วนมีการพึ่งพาเทคโนโลยี

นายจอร์จ โธมัส ผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เจแอลแอล กล่าวว่า "นวัตกรรม proptech ต่างๆ ส่วนใหญ่ที่กำลังมีการพัฒนาขึ้นในขณะนี้ มีศักยภาพที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีมากขึ้นให้กับผู้ใช้ รวมทั้งช่วยให้สามารถประหยัดเวลา เงิน และพลังงาน แต่ขณะเดียวกัน ควรต้องคำนึงถึงผลกระทบอื่นที่อาจเกิดขึ้นตามมาในแง่ของความปลอดภัยด้านข้อมูล และความเป็นส่วนตัวหรือสิทธิส่วนบุคคลด้วย"

BIoT คือเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่

ควบคู่ไปกับการพัฒนา proptech ที่ก้าวหน้า ประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกกำลังมีความริเริ่มในการสร้างนโยบายต่างๆ ด้านไซเบอร์ โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้มีความพยายามที่จะสร้างเสริมความปลอดภัยให้กับระบบสารสนเทศภายในประเทศ มีการร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก เพิ่มความสามารถในการระบุความเสี่ยง และปกป้องระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญๆ

แนวโน้มหนึ่งทางด้านเทคโนโลยีที่คาดว่าจะได้รับความสำคัญมากในปีนี้ คือการหลอมรวม blockchain (เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง) เข้ากับ IoT (อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง) กลายเป็น BIoT หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมทุกสิ่งอย่างบนอินเตอร์โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งอาจเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความเสี่ยงทางไซเบอร์ โดยคาดว่า BIoT จะช่วยปลดล็อคให้บริการและธุรกิจใหม่ๆ หลายประเภทสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับอาคารและที่พักอาศัยอัจฉริยะ ทั้งนี้ BIoT จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงแบบเรียลไทม์ผ่านตัวเซ็นเซอร์ โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สามหรือคนกลาง ที่สำคัญคือ เทคโนโลยีนี้จะช่วยทำให้เกิดความไว้วางใจ กระตุ้นให้เกิดการทำธุรกรรมเร็วขึ้น และลดเวลาในการทำธุรกรรม

"การเกิด proptech เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ทำให้ทั้งเจ้าของและผู้เช่าหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล แต่การที่จะสามารถตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เราต้องสามารถระบุให้ได้ว่า ระบบหรือเทคโนโลยีต่างๆ นั้นสามารถพึ่งพาได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้" นายโอวิดิกล่าว

DOWNLOAD

เกี่ยวกับเจแอลแอล

เจแอลแอลเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลก มีสำนักงานสาขา 300 แห่งทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เจแอลแอลเริ่มดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ด้วยพนักงานมากกว่า 1,600 คน และมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ เจแอลแอลยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันเจ็ดปีซ้อน ในการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2560 โดยนิตยสารยูโรมันนี (Euromoney Real Estate Survey 2017)


เกี่ยวกับ JLL

JLL จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกในธุรกิจบริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และบริหารการลงทุน วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างจินตนาการใหม่ให้กับโลกแห่งอสังหาริมทรัพย์ สร้างโอกาสที่ดี และมีส่วนร่วมในการสรรค์สร้างอสังหาริมทรัพย์อันน่าอัศจรรย์ให้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถสานความใฝ่ฝันให้เป็นจริง ซึ่งตามวิสัยทัศน์ที่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า พนักงานและชุมชนของเรา JLL เป็นหนึ่งใน 500 บริษัทที่ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้สูงสุดตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน โดยในปีที่ผ่านมา มีรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดำเนินธุรกิจในกว่า 80 ประเทศและมีพนักงานทั่วโลกรวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 91,000 คน (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562) JLL เป็นชื่อแบรนด์และเครื่องหมายการค้าของบริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (Jones Lang LaSalle Incorporated) ต้องการข้อมูลเพิ่ม โปรดไปที่ jll.com

เกี่ยวกับ JLL ประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย JLL เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยพนักงาน 1,600 คน มีอสังหาริมทรัพย์และสถานประกอบการภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 5 ล้านตารางเมตร JLL ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัลระดับห้าดาวในสาขาที่ปรึกษาและตัวแทนซื้อขายให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย จากการประกาศรางวัล International Property Awards Asia Pacific 2019/2020 นอกจากนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์โดยยูโรมันนีประจำปี 2561 JLL ได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และยังได้รับคะแนนโหวตสูงสุดในสาขาบริการตัวแทนซื้อขายให้เช่า บริการงานวิจัย และบริการประเมินราคาทรัพย์สิน ต้องการข้อมูลเพิ่ม โปรดไปที่ jll.co.th

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ? ติดต่อทีมงานของเรา