นักลงทุนให้ความสนใจ ‘อสังหาริมทรัพย์ทางเลือก’ ในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น

ไทยมีศักยภาพแต่ยังขาดองค์ความรู้และประสบการณ์

เมษายน 10, 2561

กรุงเทพฯ 10 เมษายน 2561 - รายงานการวิจัยที่มีชื่อว่า The Rise of Alternative Real Estate in Asia Pacific ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล ระบุว่า นักลงทุนให้ความสนใจโอกาสการลงทุนใน 'อสังหาริมทรัพย์ทางเลือก' ในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

รายงานฉบับดังกล่าว ศึกษาศักยภาพการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก ซึ่งในที่นี้ หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์กลุ่มหลักที่ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์เชิงอุสาหกรรม โกดัง/ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้า อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ตัวอย่างของอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ บ้านพักผู้สูงวัย/ศูนย์ดูแลคนชรา ที่พักนักเรียน/นักศึกษา โรงเรียน ดาต้าเซ็นเตอร์ (พื้นที่จัดวางระบบประมวลผลกลางและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร) ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า ไปจนถึงห้องแล็บหรือห้องทดลอง เป็นต้น

นายโรหิท เฮมนานี หัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล กล่าวว่า "การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาคเอเชียซิฟิก เมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี จากการที่นักลงทุนมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ และการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ทำให้สนใจอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ทั้งนี้ รูปแบการลงทุนส่วนใหญ่มักเป็นการสร้างหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง เพื่อให้เช่าระยะยาวแก่ผู้ประกอบการในธุรกิจประเภทนั้น ทำให้เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่องและมีความผันผวนต่ำ"

รายงานฉบับดังกล่าวของเจแอลเอลยังระบุด้วยว่า อสังหาริมทรัพย์ทางเลือกหลายประเภท ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าอสังหาริมทรัพย์กลุ่มหลัก ตัวอย่างเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ผลตอบแทนการลงทุน 6% ที่โตเกียวและสิงคโปร์ และ 6%-7% ที่ซิดนีย์ ในขณะที่การลงทุนในอาคารสำนักงานที่โตเกียวจะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ประมาณ 2.5% และที่ซิดนีย์ให้ผลตอบแทน 4.5% ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์กาค้าให้ผลตอบแทนประมาณ 2.5%-3% ที่โตเกียว และประมาณ 5% ที่ซิดนีย์

นอกจากนี้ เจแอลแอลยังคาดด้วยว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากมีปัจจัยหนุนหลายประการ อาทิ การเติบโตของเมือง การเพิ่มจำนวนของประชากรผู้สูงอายุ รวมไปจนถึงกำลังการใช้จ่ายที่สูงขึ้นและการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

นายเฮมนานี อธิบายว่า "มีการประมาณการณ์ว่า ภายในปี 2570 เอเชียแปซิฟิกจะมีประชากรที่อาศัยในเมืองเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 400 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มีความต้องการใช้อสังหาริมทรัพย์ทางเลือกเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น ในอีก 15 ปีข้างหน้า คาดว่าจำนวนโรงเรียนนานาชาติในเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 4-5 เท่าเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนราว 10 ล้านคน ซึ่งหมายถึงโอกาสในการลงทุนในโรงเรียนและที่พักสำหรับนักเรียนที่จะมีความต้องการมากขึ้นในออสเตรเลีย จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ จำนวนผู้สูงวัยในภูมิภาคนี้ ที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 146 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการบ้านพักคนชราและศูนย์ดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้สมาร์ทโฟน คลาวด์ และอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดรวมจนถึงจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 560 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า จะทำให้ภูมิภาคนี้มีความต้องการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น"

ศักยภาพการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกในประเทศไทย

จากการสังเกตการณ์โดยเจแอลแอลในประเทศไทย พบว่า มีอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกหลายประเภทที่มีศักยภาพสูงทั้งในแง่ของความต้องการและการเติบโต ตัวอย่าง เช่น บ้านพักผู้สูงวัย และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ (wellness center) เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกที่มีแนวโน้มดี เนื่องจากมีศักยภาพในการรองรับความต้องการที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะจากชาวไทย แต่ยังรวมถึงชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่คาดว่าจะมีนักพัฒนาโครงการหรือนักลงทุนสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ราคาคอนโดในกรุงเทพฯ แพงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจัดเก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ ไว้ในคอนโด มีแนวโน้มกลายเป็นการใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า จะส่งผลให้ธุรกิจบริการให้เช่าห้องเก็บของส่วนตัวมีโอกาสขยายตัว เป็นต้น

แม้จะมีศักยภาพที่จะมีดีมานด์หรือความต้องการสูงรองรับ แต่อสังหาริมทรัพย์ทางเลือกหลายๆ ประเภทในไทยไม่ได้เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการขาดองค์ความรู้และประสบการณ์ของนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกบางประเภทและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการสร้าง การดำเนินการ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการตลาด อย่างไรก็ดี หนึ่งในกลยุทธ์ที่อาจช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยขยายเข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกได้ง่ายขึ้น คือการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทต่างชาติที่มีความเชี่ยวชำนาญสูงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกในประเภทนั้นๆ ที่อาจกำลังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตดังเช่นประเทศไทย

รายงาน The Rise of Alternative Real Estate in Asia Pacific สามารถดาวน์โหลดได้ที่  http://bit.ly/2upAFrC

เกี่ยวกับเจแอลแอล

เจแอลแอลเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลก มีสำนักงานสาขา 300 แห่งทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เจแอลแอลเริ่มดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ด้วยพนักงานมากกว่า 1,600 คน และมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ เจแอลแอลยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันเจ็ดปีซ้อน ในการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2560 โดยนิตยสารยูโรมันนี (Euromoney Real Estate Survey 2017)


เกี่ยวกับ JLL

JLL จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกในธุรกิจบริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และบริหารการลงทุน วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างจินตนาการใหม่ให้กับโลกแห่งอสังหาริมทรัพย์ สร้างโอกาสที่ดี และมีส่วนร่วมในการสรรค์สร้างอสังหาริมทรัพย์อันน่าอัศจรรย์ให้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถสานความใฝ่ฝันให้เป็นจริง ซึ่งตามวิสัยทัศน์ที่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า พนักงานและชุมชนของเรา JLL เป็นหนึ่งใน 500 บริษัทที่ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้สูงสุดตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน โดยในปีที่ผ่านมา มีรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดำเนินธุรกิจในกว่า 80 ประเทศและมีพนักงานทั่วโลกรวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 91,000 คน (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562) JLL เป็นชื่อแบรนด์และเครื่องหมายการค้าของบริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (Jones Lang LaSalle Incorporated) ต้องการข้อมูลเพิ่ม โปรดไปที่ jll.com

เกี่ยวกับ JLL ประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย JLL เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยพนักงาน 1,600 คน มีอสังหาริมทรัพย์และสถานประกอบการภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 5 ล้านตารางเมตร JLL ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัลระดับห้าดาวในสาขาที่ปรึกษาและตัวแทนซื้อขายให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย จากการประกาศรางวัล International Property Awards Asia Pacific 2019/2020 นอกจากนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์โดยยูโรมันนีประจำปี 2561 JLL ได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และยังได้รับคะแนนโหวตสูงสุดในสาขาบริการตัวแทนซื้อขายให้เช่า บริการงานวิจัย และบริการประเมินราคาทรัพย์สิน ต้องการข้อมูลเพิ่ม โปรดไปที่ jll.co.th

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ? ติดต่อทีมงานของเรา