Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

การลงทุนซื้อขายอาคารที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจทั่วโลกมียอดรวม 161,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง

เอเชียแปซิฟิกมูลค่าลด 19% เนื่องจากตลาดใหญ่ของญี่ปุ่นและออสเตรเลียชะลอตัว ประกอบกับเงินดอลล่าร์แข็งค่า


แม้จะเกิดวิฤตการณ์หนี้ของกรีซและความปั่นป่วนในตลาดหุ้นของจีน ข้อมูลที่จัดเก็บรวบรวมในเบื้องต้นโดยบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการลงทุนซื้อขายอาคารที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจ (อาทิ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าและโรงแรม) ทั่วโลกในไตรมาสสองของปีนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 161,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับไตรมาสสองของปีที่แล้ว 

เมื่อแยกย่อยออกเป็นภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคอเมริกามีการลงทุนซื้อขายอาคารที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจมากเป็นอันดับหนึ่งในไตรมาสสองของปีนี้ โดยมีรวมมูลค่าทั้งสิ้น 79,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสสองของปีที่แล้ว และเป็นสถิติของไตรมาสสองที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายสูงสุดในโลก โดยในไตรมาสสองของปีนี้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสสองของปีที่แล้ว

ภูมิภาคยุโรป+แอฟริกา+ตะวันออกกลางมีมูลค่าการลงทุนซื้อขายเพิ่มขึ้น 11% ในไตรมาสที่ผ่านมาเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 ทั้งนี้ ประเทศแถบยุโรปตอนใต้ มีมูลค่าการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวเพิ่มขึ้น 47% ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 15% ในขณะกลุ่มประเทศนอร์ดิกขยายตัวเพิ่ม 38%

ส่วนเอเชียแปซิฟิก กิจกรรมการลงทุนซื้อขายอาคารที่ลดลงในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ซึ่งปกติเป็นตลาดที่มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายสูงสุดในภูมิภาค ส่งผลให้มูลค่าโดยรวมของทั้งภูมิภาคลดลงตาม โดยในไตรมาสสองของปีนี้ลดลง 19% เมื่อคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วย ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายที่ร้อนแรงที่สุดในภูมิภาคในไตรมาสที่ผ่าน โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 88% แม้จะยังคงมีความวุ่นวายทางการเมือง

เดวิด กรีน-มอร์แกน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุนของเจแอลแอล กล่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยโลกที่มีปรับตัวลดลง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้มีนักลงทุนสนใจหาโอกาสการลงทุนซื้ออาคารเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้น เราเชื่อว่า มูลค่าการลงทุนซื้อขายทั่วโลกในปีนี้น่าจะมียอดรวมขึ้นไปได้ถึง 750,000-760,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีที่แล้วราว 5%​