Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

ภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้

เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาหลังสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น


​จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงในปี 2557 ที่ผ่านมา ถึงแม้ส่งผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงต่อภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนับว่าไม่รุนแรงมากเท่ากับที่หลายๆ ฝ่ายคาดไว้ โดยยอดการเข้าใช้บริการห้องพักของทั้งปี มีอัตราเฉลี่ยที่ระดับสูงกว่า 50% ส่วนในปี 2558 นี้ จากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เชื่อว่าภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แม้จะมีปัจจัยความท้าท้ายใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วยก็ตาม จากการรายงานของบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์)


ตัวเลขสถิติจากกรมการท่องเที่ยวแสดงให้เห็นว่า ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ในปี 2557 ที่ผ่านมามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 15.5 ล้านคน ลดลง 11.3% จากปี 2556 ที่มีจำนวน 17.5 ล้านคน หลักๆ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้อัตราการเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมลดลงจากอัตราเฉลี่ย 74.3% ในปี 2556 เหลือ 57.8% ในปี 2557 (ตัวเลขจาก STR Global)


แอนดรูว์ แลงดอน รองประธานบริหารหน่วยธุรกิจบริการด้านโรงแรม เจแอลแอล กล่าวว่า “การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและอัตราการเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมในปีที่ผ่านมา นับเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่มากเท่ากับที่มีการคาดการณ์กันไว้ จากการที่กรุงเทพฯ ต้องประสบกับการชุมนุมทางการเมืองที่กินเวลายาวนานต่อเนื่องมาจากปลายปี 2556 ตามมาด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม”


“การที่กรุงเทพฯ มีสถานภาพที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองที่สงบลงในช่วงครึ่งหลังของปี ช่วยพยุงให้ภาคธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ ในปีที่ผ่านมาไม่ถึงกับ “ล่ม” นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา มีโรงแรมสร้างเสร็จใหม่เพิ่มไม่มาก ซึ่งช่วยให้อัตราการเข้าใช้บริการห้องพักไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป”


รายงานจากเจแอลแอล ระบุว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมา มีโรงแรมสร้างเสร็จใหม่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ คิดเป็นจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 1,100 ห้อง ซึ่งนับเป็นการขยายตัวในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยห้าปีสำหรับจำนวนโรงแรมที่สร้างเสร็จเพิ่มระหว่างปี 2553 ถึง 2557 ซึ่งมีจำนวน 2,700 ห้องต่อปี ส่วนในปี 2559-2561 จะมีโรงแรมสร้างเสร็จเพิ่มรวมอีกทั้งสิ้นประมาณ 3,700 ห้อง


แนวโน้มยังดี แม้จะมีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามาในปีนี้


แม้จะมีปัจจัยบางประการที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยวในปีนี้ แต่นายแลงดอนเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ จะยังคงแข็งแกร่งมากพอที่รับมือได้


“ในแง่ของอุปสงค์หรือความต้องการ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับรัสเซียและแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ไม่สดใสมากนักในยูโรโซน นับเป็นปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียและเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท จะมีผลทำให้การเดินทางเข้าเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มนี้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ซึ่งปกติเป็น 1 ใน 5 กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มากที่สุด อย่างไรก็ดี การที่สถานการณ์ทางการเมืองที่สงบลง เชื่อว่า จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักๆ จากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นและสามารถชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและยูโรโซนที่อาจลดลง”


“ในส่วนของอุปทานหรือซัพพลาย ในปีนี้ จะมีโรงแรมสร้างเสร็จใหม่ในกรุงเทพฯ คิดเป็นห้องพักรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 ห้อง แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในปีนี้ ทั้งนี้ หากจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5% จากปีที่แล้ว ก็จะสามารถรองรับจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก ในขณะที่มีความเป็นไปได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 5% ในปีนี้” นายแลงดอนกล่าว


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้ จากสถานการณ์ทางเมืองในประเทศไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การที่สายการบินต่างๆ มีการเปิดเที่ยวบินเชื่อมกรุงเทพฯ กับเมืองต่างๆ ทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเอื้อให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้มากขึ้น


“หากไม่มีปัจจัยลบสำคัญอื่นๆ ที่อยู่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น เชื่อว่า ภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ จะปรับตัวดีขึ้น ทั้งในแง่ของอัตราการเข้าใช้บริการห้องพักและรายได้ในปีนี้” นายแลงดอนสรุป


เกี่ยวกับเจแอลแอล

เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ดำเนินธุรกิจบริการและที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ใน 75 ประเทศ โดยในประเทศไทย เปิดดำเนินการนับตั้งแต่ปี 2533 และปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ มีพนักงานกว่า 1,400 คน และสำนักงานในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา