Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

โรงแรมเอเชียขายดี

ครึ่งแรกปี 56 มูลค่าการซื้อขายขยายตัวเพิ่มขึ้น 85% จากครึ่งแรกปี 55


​กรุงเทพฯ 30 กรกฎาคม 2556 - ตลาดการลงทุนซื้อขายโรงแรมและรีสอร์ทในเอเชียคึกคัก ครึ่งแรกปี 2556 มีมูลค่าการซื้อขายรวม 1.3 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกปี 2555 ถึง 85% และนับเป็นครึ่งปีแรกที่มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายสูงสุด นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยการลงทุนซื้อขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดโรงแรมของสิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว รวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ดังเช่น ไทย และมัลดิฟส์ ตามการรายงานจากหน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ โจนส์ แลง ลาซาลล์

 

นายไมค์ แบทเชเลอร์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายงานขาย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของ โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า “ขณะนี้ มีโรงแรมและรีสอร์ทในเอเชียที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อขายและคาดว่าจะเสร็จสิ้นเร็วๆ นี้ รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท) ยังไม่รวมโรงแรมและรีสอร์ทที่อยู่ระหว่างเตรียมขายอีกรวมมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท)”

ญี่ปุ่นเป็นตลาดการซื้อขายโรงแรมที่มีมูลค่าสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยคิดเป็นสัดส่วน 37% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นในเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาดโรงแรมญี่ปุ่นได้ฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2554 รองลงมาไม่ห่างกันมากคือตลาดโรงแรมของสิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วน 34% ของมูลค่าการลงทุนซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการมีรายการซื้อขายมูลค่าสูงเกิดขึ้น คือ โรงแรมพาร์ค โฮเทล คลาร์ค คีย์ ซึ่งซื้อขายไปในราคาสูงถึง 238 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.14 พันล้านบาท

 

ส่วนประเทศไทย ซึ่งแม้จะเป็นตลาดการลงทุนที่คาดเดาทิศทางได้ค่อนข้างยากกว่า แต่ยังคงเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายโรงแรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยในช่วงต้นปีมีรายการซื้อขายโรงแรมรายการใหญ่เกิดขึ้น คือโรงแรมลากูน่า บีช รีสอร์ท ที่ภูเก็ต
 
นายแบทเชเลอร์กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เราพบว่า มุมมองของนักลงทุนที่มีต่อตลาดการลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทของเอเชียปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่การลงทุนซื้อเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค นอกจากนี้ ราคาที่ผู้ขายเสนอกับราคาที่นักลงทุนรับได้ จากที่เคยมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากในปี 2555 แต่มีช่องว่างลดลงในปีนี้ ซึ่งทำให้การเจรจาซื้อขายรายการใหญ่ๆ ประสบความสำเร็จในช่วงครึ่งแรกของปีนี้”
 
รายงานจากโจนส์ แลง ลาซาลล์ ระบุด้วยว่า ผู้ขายหลักในปีนี้ ประกอบด้วยกองทุน สถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ ในขณะที่ผู้ซื้อหลักประกอบด้วยกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ผู้ประกอบการโรงแรม และนักลงทุนประเภทสถาบัน อย่างไรก็ดี แม้การลงทุนซื้อขายโรงแรมของเอเชียจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และมีนักลงทุนสนใจสูง แต่พบว่าโรงแรมที่มีเสนอขายในตลาดเปิดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนไม่มาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดปริมาณการซื้อขายโรงแรมในภูมิภาคนี้
 
นายแบทเชเลอร์กล่าวว่า “โรงแรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการลงทุนในเมืองที่เป็นตลาดการลงทุนหลักๆ ของเอเชียมีเสนอขายในจำนวนจำกัด ในขณะเดียวกัน ผู้ขายมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะไม่ประสงค์เสนอขายโรงแรมอย่างเปิดเผย ทำให้มีนักลงทุนมากขึ้นที่หันไปหาโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะมัลดิฟส์ ซึ่งพบว่า มีปริมาณการลงทุนซื้อขายโรงแรมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงโรงแรมอังสนาเวลาวารู (Angsana Velavaru) ซึ่งมีการซื้อขายไปในราคา 71 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.13 พันล้านบาท) คาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปในช่วง 12 เดือนข้างหน้า”
 
“มีทุนต่างๆ หลั่งไหลเข้าไปใน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) อย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่า REITs จะยังคงเป็นผู้ซื้อที่มีบทบาทสำคัญในตลาดการลงทุนซื้อโรงแรมและรีสอร์ทในเอเชียต่อไป ในขณะที่ทุนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนส่วนบุคคล ผู้ประกอบการโรงแรม และนักลงทุนสถาบันเอกชน ให้ความสนใจสูงสำหรับการลงทุนในตลาดโรงแรมของเอเชียด้วยเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า ตลอดทั้งปีนี้ การลงทุนซื้อขายโรงแรมในเอเชียอาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.05 แสนล้านบาท)” นายแบทเชเลอร์สรุป
 
รายงานฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.joneslanglasalle.com/ResearchLevel1/JLL-Pulse-SEA-Hotels-Jun-13.pdf