Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

มูลค่าการลงทุนซื้อขายอาคารที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในเอเชียแปซิฟิกขยายตัวเพิ่มขึ้น 10%


การลงทุนซื้อขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (อาทิ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโรงแรม) ในเอเชียปฺฟิก ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% จาก 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสสามของปีที่แล้ว เป็น 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ โจนส์ แลง ลาซาลล์รายงาน
 
ประเทศเป้าหมายการลงทุนที่น่าจับตาคือ ญี่ปุ่น ซึ่งกิจกรรมการซื้อขายฟื้นตัวในไตรมาสที่ผ่าน โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปี 2553 ก่อนเกิดสึนามิ ต่างจากไตรมาสสองที่ผ่านมาซึ่งมูลค่าการซื้อขายเพียง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ การฟื้นตัวของปริมาณการซื้อขาย เป็นผลมาจากมาตรการของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นในการกระตุ้นตลาดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สภาพการณ์เช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะเอื้อให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจลงทุนในญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียแปซิก ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดว่าจีดีพีของญี่ปุ่นในปีหน้าจะขยายตัว 2.3% จากการที่ต้องมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขึ้นมาใหม่หลังเหตุภัยพิบัติ
 
ในจีน มีการซื้อขายเกิดขึ้นรวมมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว การซื้อขายรายการใหญ่ที่สุดในจีน เกิดขึ้นที่ฮ่องกง เป็นการซื้อขายศูนย์การค้า ฮ่องกง เฟสติวัล วอล์ค มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเมืองที่มีรายการซื้อขายสำคัญๆ เกิดขึ้น คือ เซี่ยงไฮ้ โดย 6 ใน 10 รายการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงสุดในจีนเกิดขึ้นในเมืองนี้
 
ในออสเตรเลีย หลังจากที่มีแรงซื้อสูงจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งผลักดันให้การซื้อขายในไตรมาสสองพุ่งสูงขึ้นไปที่ 4 พันล้านดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายในไตรมาสที่ผ่านมาเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ โดยมีมูลค่ารวม 3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่สิงคโปร์ มีมูลค่าการซื้อขาย 1.2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายรายการเล็กที่มีมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์
 
ทางด้านมูลค่าสินทรัพย์ พบว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่ของเอเชียแปซิฟิกมีระดับคงตัวถึงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 2.6% หลังจากที่ปรับขึ้นไปแล้ว 2.4% ในไตรมาสสอง เมืองที่มีราคาปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดคือจาการ์ต้า (14.2%) และปักกิ่ง (11.8%) ตามมาด้วยซิดนีย์ เพิร์ธ และมะนิลา ปรับขึ้นระหว่าง 4.0-6.5% ส่วนที่สิงคโปร์และฮ่องกง การปรับตัวขึ้นของราคายังคงชะลอตัวอยู่ระหว่าง 0.8%-2.1% จากการที่นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น
 
นายสจ๊วต โครว์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกฝ่ายบริการด้านการลงทุน โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า “ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันต่อมูลค่าสินทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักๆ ของเอเชียแปซิฟิก นักลงทุนหลายรายได้เบนความสนใจในการลงทุนไปที่ตลาดอาคารสำนักงานในญี่ปุ่นและออสเตรเลียซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และมีแนวโน้มว่าจะยังคงเป็นตลาดการลงทุนที่มีความปลอดภัยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เช่นเดียวกับตลาดในเมืองหลักๆ ของจีนซึ่งได้รับความสนใจสูงจากทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ