Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

โจนส์ แลง ลาซาลล์ เดินหน้าต่อ สนับสนุนแผนรัฐฯ ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้ง ROH

คาดหากแผนสำเร็จ จะช่วยเพิ่มความต้องการในตลาดอาคารสำนักงาน


18 พฤศจิกายน 2553 - เพื่อสนับสนุนแผนของรัฐฯ ในการผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทระหว่างประเทศ (Regional Operating Headquarters: ROH) เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกับบริษัท ดีแอลเอ ไปเปอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อเรื่อง “กรุงเทพฯ มีศักยภาพเพียงใดที่จะเป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทระหว่างประเทศ” โดยมี ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน
 
นอกจากนี้ โจนส์ แลง ลาซาลล์ ยังได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์แผนของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทระหว่างประเทศ ในนิตยสาร SQM ฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นนิตยสารรายไตรมาสที่บริษัทฯ จัดทำและเผยแพร่ใน 11 ประเทศของเอเชีย
 
ต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของบทความดังกล่าว
 
ภาพจากซ้ายไปขวา
  1. นายสุปรีดี นิมิตรกุล, Partner
    ดีแอลเอ ไปเปอร์
  2. ดร. ชัว หยาง เหลียง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    โจนส์ แลง ลาซาลล์
  3. นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ
    โจนส์ แลง ลาซาลล์
  4. นายล่องลม บุนนาค ประธานกรรมการ
    โจนส์ แลง ลาซาลล์
  5. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  6. นายสมชาย สกุลสุรรัตน์
    ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง
  7. นายแดน ตันติสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย
    โจนส์ แลง ลาซาลล์

> Download ภาพใหญ่

 
ไทยหวังให้บริษัทระหว่างประเทศเลือกกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค
 
รัฐบาลไทยตั้งเป้าให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Operating Headquarters: ROH) ของบริษัทระหว่างประเทศ ด้วยการประกาศแผนการเสนอมาตรการจูงใจ แข่งกับศูนย์กลางใหญ่ในภูมิภาคปัจจุบัน เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์
 
ทั้งนี้ ตัวแทนจากภาครัฐฯ ของไทย ระบุว่า มาตรการแรงจูงใจต่างๆ ที่รัฐฯ นำเสนอ จะเป็นมาตรการที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการงดหรือลดอัตราภาษีเงินได้ขององค์กรและภาษีเงินได้ของพนักงานชาวต่างชาติที่ทำงานใน ROH
 
นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อว่า นโยบายใหม่ของรัฐบาลในส่วนนี้ จะช่วยผลักดันความต้องการในตลาดอาคารสำนักงานของกรุงเทพฯ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า กรงุเทพฯ มีจุดแข็งในหลายๆ ด้านสำหรับรองรับ ROH อาทิ ระบบสาธารณูปโภคขึ้นพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจำนวนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพที่มีเพิ่มขึ้นมากจากอดีต นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นสามารถรองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวผู้บริหารชาวต่างชาติของบริษัทที่เข้ามาตั้งสำนักงาน ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ สถานพยาบาล และสถานศึกษาสำหรับบุตรหลาน
 
ในขณะเดียวกัน เป็นที่ชัดเจนว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีค่าเช่าสำนักงานถูกที่สุดในเอเชีย โดยค่าเช่าเฉลี่ยสำหรับอยู่ที่ประมาณ16.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าสำนักงานในสิงคโปร์ (56 ดอลลาร์) และฮ่องกง (69 ดอลลาร์) มาก หรือแม้เมื่อเทียบกับค่าเช่าในเมืองที่กำลังพัฒนาด้วยกัน กรุงเทพฯ ยังคงมีความได้เปรียบกว่าในแง่ของต้นทุนค่าเช่า เช่น ค่าเช่าสำนักงานในปักกิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 40.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนที่เซี่ยงไฮ้ ค่าเช่าอยู่ที่ 46.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ
 
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีอาคารสำนักงานให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งในแง่ของคุณภาพและทำเล นายแดน ตันติสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีอาคารสำนักงานคิดเป็นพื้นที่รวมกันทั้งสิ้นราว 8 ล้านตารางเมตร เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอราว 2.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งในจำนวนนี้ ราวกึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (ซีบีดี) นายแดนยังกล่าวด้วยว่า ทั่วกรุงเทพฯ มีพื้นที่อาคารสำนักงานที่ยังว่างเหลือเช่าอยู่ประมาณ 17% หรือราว 1.3 ล้านตารางเมตร
 
ในขณะที่แผนการผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้ง ROH จะครอบคลุมประเทศไทยทั้งหมด แต่ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาส่วนใหญ่จะมีต่อกรุงเทพฯ ซึ่งมีจีดีพี คิดเป็นกว่า 45% ของจีดีพีทั้งประเทศ นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ล้อมรอบ
 
แน่นอนว่า กรุงเทพฯ ต้องแข่งขันกับบางเมืองในการแย่งชิงบริษัทระหว่างประเทศให้เข้ามาตั้ง ROH อาทิ สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งล้วนแต่พยายามชูจุดแข็งจากการที่มีระบบสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมมากกว่า และคงจะไม่ยอมปล่อยให้เมืองอื่นๆ ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง ROH แทนได้โดยง่าย
 
จุดแข็งของกรุงเทพฯ น่าจะอยู่ที่การเป็นทำเลที่ตั้งสำนักงานที่มีต้นทุนต่ำกว่า มาตรการแรงจูงใจใหม่จากภาครัฐฯ จะทำให้กรุงเทพฯ มีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับบริษัทระหว่างประเทศที่มี ROH ในเมืองที่มีต้นทุนสูงกว่าดังเช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ในขณะนี้
 
นอกจากความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนแล้ว ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการมีที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้มีโอกาสค่อนข้างมากในการแข่งขันดึงดูดให้บริษัทระหว่างประเทศเข้ามาตั้ง ROH
 
มีเพียงเรื่องการเมืองที่ยังคงเป็นประเด็น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีเสถียรภาพ แผนการผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางฐานที่ตั้ง ROH จะมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ