Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

ฮ่องกงก้าวกระโดดขึ้นเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายอสังหาฯ มูลค่าสูงสุดอันดับสามของโลก

การลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์


รายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ฮ่องกงมีการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รวมมูลค่าทั้งสิ้น 14,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้กลายเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นดันดับสามของโลก รองจากลอนดอนซึ่งมาเป็นอันดับหนึ่ง และอันดับสองคือนิวยอร์ก เทียบกับครึ่งแรกปีที่แล้วที่เคยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนซื้อขายรวม 5,800 ล้านดอลลาร์

ดีลการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงสุดในฮ่องกงในช่วงครึ่งแรกของปี คือการขายอาคารสำนักงานความสูง 73 ชั้น 'เดอะเซ็นเตอร์' ในราคา 5,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงเป็นการขายอาคารเดี่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดในฮ่องกงสำหรับปีนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการซื้อขายอาคารที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกอีกด้วย

นายโจเซฟ ซาง หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านการลงทุน เจแอลแอลประจำฮ่องกงกล่าวว่า  "ราคาอาคารสำนักงานในย่านเซ็นทรัลของฮ่องกงปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากมีอัตราการว่างของพื้นที่เช่าต่ำ ในขณะที่มีความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานสูง ประกอบกับมีการสร้างอาคารสำนักงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นน้อยมาก นอกจากนี้ การหลั่งไหลเข้ามาของบริษัทจีน ทั้งที่เข้ามาเพื่อเปิดสำนักงานและเพื่อลงทุน ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้ราคาอาคารสำนักงานในฮ่องกงปรับพุ่งสูงขึ้น"

"แม้ราคาพุ่งขึ้น ฮ่องกงยังคงได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุน โดยเฉพาะจากจีน ทั้งนี้ ระหว่างปี 2558-2560 มีนักลงทุนจีนเข้าซื้ออาคารสำนักงานในฮ่องกงรวมมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมากในปีนี้ โดยครึ่งแรกของปี มีนักลงทุนจีนเข้าซื้ออาคารสำนักงานในฮ่องกงไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์" นายซางกล่าว

รายงานฉบับเดียวกันของเจแอลแอลเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มูลค่าการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (ไม่นับรวมที่พักอาศัย) ในเอเชียแปซิฟิกพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยมียอดรวมสูงถึง 81,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2560

สจ๊วต โครว์ ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจบริการด้านการทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล กล่าวว่า "ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเอเชียแปซิฟิก ยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจและการเมืองโลกจะอยู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอน การทำธุรกรรมลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกกำลังดำเนินไปในอัตราที่รวดเร็วแซงหน้ายุโรปและสหรัฐฯ โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์หลักๆ อาทิ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น"

นักลงทุนเอเชียกวาดซื้ออสังหาฯ ที่ปล่อยขายโดยกองทุนระหว่างประเทศ

กองทุนระหว่างประเทศเป็นผู้ขายรายใหญ่ที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี โดยมีการปล่อยขายสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน โรงแรม และศูนย์การค้ารวมมูลค่าทั้งสิ้น 31,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้ ราว 20% เป็นการเข้าซื้อโดยนักลงทุนเอเชีย

แม้นักลงทุนจากจีนจะซื้ออสังหาริมทรัพย์น้อยลง แต่มีแรงซื้อจากนักลงทุนชาติอื่นของเอเชียเข้ามาทดแทน ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

นายโครว์กล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ นักลงทุนจากเอเชียนิยมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ แต่ราคาที่สูงขึ้นมากในเมืองหลักๆ ของสหรัฐฯ ทำให้มีนักลงทุนเหล่านี้เบนเข็มไปที่ยุโรปแทน นักลงทุนเกาหลีเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ได้เข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในยุโรป คิดเป็นมูลค่าสูงกว่าการเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ถึงเท่าตัว"

รายงานจากเจแอลแอลยังระบุด้วยว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาคารสำนักงานเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมากที่สุด โดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายคิดเป็น 50% ของมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตามมาด้วยศูนย์การค้า 20% และอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโลจิสติกส์ 13% อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า การลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโลจิสติกส์มีการขายตัวเพิ่มขึ้นถึง 27% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2560 ความสนใจจากนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งสร้างกระแสรายได้ต่อเนื่องจากการปล่อยเช่า และให้ผลตอบแทนการลงทุนใกล้เคียงกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น