Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

โอกาสทำกำไรจูงใจให้เจ้าของนำโรงแรมในไทยออกเสนอขาย

คาดการลงทุนซื้อขายโรงแรมจะมีมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านภายในสิ้นปีนี้


​29 พฤศจิกายน 2560 - บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (JLL) ประเมินว่า การลงทุนซื้อขายโรงแรมในประเทศไทยของทั้งปีนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นไปถึงที่ระดับ 1.4 หมื่นล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกมีการซื้อขายเกิดขึ้นไปแล้วรวมมูลค่า 1.12 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้ ยังมีรายการซื้อขายโรงแรมมูลค่าสูงที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา-ดำเนินการอยู่อีก ซึ่งมีแนวโน้มว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้

 

นายการัณย์ คานิเยาว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรม เจแอลแอล กล่าวว่า "ปีนี้นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ตลาดการลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยมีความคึกคักมากเป็นพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนทั้งของไทยและต่างชาติมีความสนใจสูงในการลงทุนในภาคธุรกิจโรงแรมของไทย"

 

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดโรงแรมของไทยได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุน ได้แก่ ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดโรงแรมในเมืองสำคัญเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน  โดยขณะนี้ให้ผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5.5%-6.0% สำหรับโรงแรมในกรุงเทพฯ และอาจสูงกว่านี้เล็กน้อยสำหรับโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจโรงแรม" นายการัณย์กล่าว

 

อย่างไรก็ดี การที่ภาคธุรกิจโรงแรมของไทยมีแนวโน้มที่ดี และให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดจึงมีเจ้าของโรงแรมนำโรงแรมของตนออกมาเสนอขาย

 

นายการัณย์อธิบายว่า การที่เจ้าของนำโรงแรมในไทยออกมาเสนอขาย มีหลากหลายเหตุผล อาทิ การระดมทุนเพื่อไปใช้กับธุรกิจอื่น รวมไปจนถึงเพื่อปลดภาระหนี้ อย่างไรก็ดี จากธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมที่เจแอลแอลเป็นตัวแทนการซื้อขายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีเหตุผลหลักๆ 4 เหตุผลด้วยกัน ได้แก่

 

ทำกำไร

โอกาสการกำไรนับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เจ้าของโรงแรมตัดสินใจขายโรงแรมของตน โดยผู้ขายเหล่านี้ ส่วนหนึ่งได้ลงทุนซื้อโรงแรม ถือครองไว้ระยะหนึ่ง และขายออกในราคาที่สูงขึ้นกว่าราคาที่ซื้อมา ตัวอย่างเช่นกรณีที่บริษัท กรุงเทพบริหาร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้ขายต่อโรงแรมความสูง 34 ชั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จบนถนนสุขุมวิทซึ่งซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2556 ให้กับกลุ่มโรงแรมคาร์ลตันจากสิงคโปร์ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 2.5 พันล้านบาท

 

ในบางกรณี ผู้ขายเป็นนักลงทุนที่เคยเข้าซื้อโรงแรมและปรับปรุงเพิ่มมูลค่า ก่อนนำออกขายต่อเพื่อทำกำไร โดยกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่ามีหลากหลาย อาทิ การปรับปรุงอาคารและห้องพัก ตลอดไปจนถึงการยกระดับเกรดของโรงแรม ตัวอย่างเช่น โรงแรมโบ๊ทเฮ้าส์ริมหาดกะตะที่ภูเก็ต เป็นโรงแรมที่ก่อสร้างมานาน โดยได้มีนักลงทุนเข้าซื้อ และลงทุนปรับปรุงซ่อมแซม ก่อนขายต่อออกไปเมื่อปีที่แล้ว

 

ปรับพอร์ตการลงทุน

 

โรงแรมบางแห่งในไทย ถูกขายออกโดยผู้ขายซึ่งเป็นนักลงทุนระหว่างประเทศที่มีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยลดการลงทุนในบางภูมิภาคลงเพื่อให้สามารถบริหารจัดการการลงทุนในภูมิภาคอื่นได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่นในปีที่แล้ว เจแอลแอลได้รับมอบหมายจากกลุ่มวิทเบรด (Whitbread) จากอังกฤษให้เป็นตัวแทนขายโรงแรมพรีเมียร์อินน์ในกรุงเทพฯ และพัทยา ตามนโยบายใหม่ของบริษัทที่ต้องการถอนการลงทุนออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย เพื่อหันไปเน้นเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกกลาง ทั้งนี้ โรงแรมทั้งสองแห่งถูกขายออกไปให้กับ Hotel 81 จากสิงคโปร์เมื่อกลางปีนี้

 

เลิกกิจการหรือยกเลิกการเป็นหุ้นส่วน

ในบางกรณี ผู้ขายเป็นครอบครัวหรือกลุ่มบุคคลที่ร่วมหุ้นกันลงทุนในโรงแรม และต่อมาตัดสินใจขายออกเมื่อไม่ต้องการดำเนินกิจกการโรงแรมต่อ หรือต้องการนำเงินไปลงทุนด้านอื่น หรือต้องการเลิกการร่วมหุ้น ซึ่งในปีที่แล้ว มีการขายโรงแรมสองรายการในลักษณะนี้ที่เจแอลแอลทำหน้าที่เป็นตัวแทนขาย

 

ขาดสภาพคล่อง

 

แม้จะมีไม่มาก แต่มีกรณีที่ผู้ขายตัดสินใจขายโรงแรมด้วยเหตุผลด้านสภาพคล่อง โดยเฉพาะกรณีของการถูกกดดันจากเจ้าหนี้ อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่พบว่ามีการขายที่เจ้าของยอมลดราคาลงต่ำมากหรือยอมขายต่ำกว่าทุน

 

"ในส่วนของปีหน้า เชื่อว่า การลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยยังมีแนวโน้มที่ดี ฝั่งผู้ซื้อยังคงมีความสนใจสูง ในขณะที่โอกาสในการทำกำไรจะยังคงเป็นปัจจัยที่จูงใจให้มีเจ้าของโรงแรมนำโรงแรมออกมาเสนอขาย อย่างไรก็ดี จากการที่มีนักลงทุนสนใจสูง ทำให้ผู้ขายเริ่มคาดหวังราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับโรงแรมที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการลงทุน ซึ่งอาจเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในตลาดการลงทุนในปีหน้า" นายการัณย์สรุป​