Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพ

ภาคธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ มีแนวโน้มสดใส

คาดแผนการพัฒนาท่าอากาศยานจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อความต้องการใช้บริการห้องพักโรงแรม


กรุงเทพฯ 19 เมษายน 2560 - ภาคธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ ในระยะสั้นถึงปานกลางมีแนวโน้มที่ดี จากการที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้ห้องพักโรงแรมขยายตัวตาม ตามการรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล

 

นายแฟรงค์ ซอร์จิโอวานนี หัวหน้าฝ่ายวิจัย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เจแอลแอล กล่าวว่า "ในปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ มีผลประกอบการแข็งแกร่ง โดยกลุ่มโรงแรมมีแบรนด์ระดับ 3-5 ดาวมียอดการเข้าใช้ห้องพักเฉลี่ยประมาณ 75% ตลอดปี ส่วนช่วงต้นปีนี้ มีการรายงานข่าวดีเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เชื่อว่า แนวโน้มภาคธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ จะยังคงอยู่ในเชิงบวก"

 

ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ 20.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 7.5% ในขณะที่ผลการจัดอันดับเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก 100 เมืองโดยยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนลประจำปี 2560 เผยว่า กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่สองเป็นรองเฉพาะแต่ฮ่องกง นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ภาครัฐฯ ได้อนุมัติแผนการพัฒนาท่าอากาศยานด้วยเงินลงทุน  4 แสนล้านบาทในระยะ 10 ปี เพื่อยกระดับสถานภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่าอากาศยานของภูมิภาค โดยจะช่วยให้ท่าอากาศยานในไทยสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 277 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่าเท่าตัว

 

นายแฟรงค์กล่าวว่า "ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจโรงแรมของไทยได้รับอานิสงค์อย่างมากจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีปัจจัยเสริมสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะของสายการบินต้นทุนต่ำที่เอื้อนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยได้ง่ายขึ้น"

 

"มีการประมาณการณ์ว่าในขณะนี้ จำนวนผู้โดยสารทางเครื่องบินในเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการขยายตัวรวดเร็วกว่าอเมริกาและยุโรป แต่การขยายตัวดังกล่าวมีแนวโน้มชะลอลงเนื่องจากท่าอากาศยานในหลายๆ ประเทศของเอเชียแปซิฟิกไม่มีขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารเพิ่มได้อีก ดังนั้น ประเทศไทยจึงนับว่าโชคดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคจากการมีแผนการพัฒนาท่าอากาศยานไว้รองรับ" นายแฟรงค์กล่าว

 

สำหรับกรุงเทพฯ แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานดังกล่าวครอบคลุมการขยายสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมาก โดยคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 45 ล้านคนในปัจจุบัน ในขณะที่สนามบินดอนเมืองจะสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มจาก 30 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน

 

"นอกเหนือจากการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น คาดว่า การจัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมไปจนถึงการผ่อนปรนการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว และการขยายอายุวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติเพิ่มจาก 1 ปีเป็น 10 ปีจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้มีชาวต่างชาติเดิมทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นข่าวดีสำหรับภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม ไม่เฉพาะแต่ของกรุงเทพฯ แต่ของทั้งประเทศ" นายแฟรงค์สรุป

 

ดาวน์โหลดรูป แฟรงค์ ซอร์จิโอวานนี

http://www.jll.co.th/thailand/PublishingImages/People/Frank-Sorgiovanni_JLL.jpg

 

เกี่ยวกับเจแอลแอล

 

เจแอลแอลเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลก มีสำนักงานสาขากว่า 280 แห่งทั่วโลก

 

สำหรับในประเทศไทย เจแอลแอลเริ่มดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ด้วยพนักงานมากกว่า 1,600 คน และมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ เจแอลแอลยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันหกปีซ้อน ในการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2559 โดยนิตยสารยูโรมันนี (Euromoney Real Estate Survey 2016)

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

วินัย ใจทน

02 624 6540

winai.jaiton@ap.jll.com