Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

อังกฤษยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเอเชีย

นักลงทุนยังเชื่อมั่นศักยภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์อังกฤษ


​ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ หลังอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกในกลุ่มยูโร นักลงทุนจากเอเชียโดยเฉพาะจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลี เริ่มทยอยเข้าลงทุนในอังกฤษเนื่องจากยังคงเล็งเห็นศักยภาพของประเทศ

นับตั้งแต่วันออกเสียงลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีการประกาศการลงทุนรายการใหญ่อย่างน้อย 3 รายการ ซึ่งมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ ผู้ลงทุนอาศัยความเชื่อมั่นสูงส่วนตัวในการตัดสินใจเข้าลงทุน 

รายการลงทุนแรกคือการเข้าซื้อกิจการของอาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิพที่เมืองเคมบริดจ์ โดยบริษัทซอฟต์แบงค์จากญี่ปุ่น ด้วยมูลค่า 2.43 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งนับเป็นรายการลงทุนซื้อกิจการในอังกฤษโดยทุนเอเชียที่มีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีนายมาซาโยชิ ซัน ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แบงค์เป็นผู้ผลักดันหลักด้วยความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีของบริษัทอาร์มจะมีบทบาทสำคัญใน”Internet of Things” ซึ่งเป็นกระแสเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมการสื่อสารของอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ในทำนองเดียวกัน กลุ่ม Sichuan Goudong Constructon จากจีนได้ประกาศการลงทุนมูลค่า 220 ล้านปอนด์ในการพัฒนาเมืองเซฟฟิลด์ของอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนที่มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นหนึ่งพันล้านปอนด์ในช่วงระยะเวลา 60 ปี และว่ากันว่าเป็นการลงทุนโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษที่มีมูลค่าสูงสุดนอกกรุงลอนดอน ซึ่งมีขึ้นตามความเชื่อมั่นของประธานบริษัท คือนายหวัง ชุนหมิง ซึ่งเชื่อว่าเชฟฟิลด์เป็นเมืองที่ยังมีศักยภาพอย่างท้าจริงในการเติบโตในอนาคต

ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัวลงดึงดูดนักลงทุน

เจ้าสัวแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง วิลเลียม เชงไคเหมิน คือผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันให้ Magnificent Hotel Investments เข้าซื้อโรงแรม Travelodge Royal Scot ในลอนดอน และกล่าวว่า การเข้าซื้อครั้งนี้เปิดโอกาสให้บริษัทขยายธุรกิจเข้าไปสู่ตลาดโรงแรมที่มีความอุปสงค์สูงในลอนดอน อีกทั้งเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงทำให้การโอกาสการลงทุนซื้อครั้งนี้มีความน่าดึงดูดใจมากขึ้นไปอีก

เงินปอนด์สเตอร์ลิงที่อ่อนค่าลง 10% นับตั้งแต่การลงประชามติเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนเอเชีย นายโรเบิร์ท สตาสเซน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุนของเจแอลแอลภาคพื้นยุโรปกล่าวว่า “อังกฤษมีความน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนมากขึ้นในแง่ของราคาเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการลงประชามติ แต่ปัจจัยเรื่องราคาก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้สนใจลงทุนคงต้องการเวลามากขึ้นในการประเมินสถานการณ์”

อันที่จริง โดยทั่วไปเป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดการลงทุนซื้อขายอาคารในอังกฤษ การเจรจาส่วนใหญ่มีขึ้นก่อนผลลงประชามติและยังคงดำเนินต่อในขณะนี้ มีเพียงส่วนน้อยที่นักลงทุนถอนตัวจากการเจรจา

ในส่วนของตลาดอาคารสำนักงาน มีความไม่แน่นอนในเนื่องของอุปสงค์หรือดีมานด์ ทั้งนี้ บริษัทต่างๆ ที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานยังคงประเมินสถานการณ์ว่าอังกฤษจะจัดการการถอนตัวออกจากอียู ได้ลงตัวมากน้อยเพียงใด แต่ยังไม่มีสัญญาณบ่งชัดว่า การถอนตัวออกจากอียูจะมีผลทำให้บริษัทต่างๆ ที่มีสำนักงานอยู่ในอังกฤษขณะนี้ จะย้ายออกไป ทั้งนี้ กระบวนการถอนตัวออกจากอียูจะยังไม่เริ่มขึ้นอย่างน้อยในช่วงหกเดือนข้างหน้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นมากในการรอดู ผลที่จะมีต่อการตัดสินใจใดๆ ของบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับที่ตั้งที่ทำการ

ดร มีแกน วอลเตอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุนของเจแอลแอลภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า “เช่นเดียวกับก่อนการลงประชามติ นักลงทุนจากเอเชียมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษในระยะยาวมากกว่าหวังเก็งกำไรในระยะสั้น ดังนั้น คาดว่านักลงทุนที่ลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ จะถืออสังหาริมทรัพย์นั้นไว้ในระยะยาว ส่วนในด้านการซื้อ คาดว่านักลงทุนจะให้ความสนใจมากขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภทขึ้น อย่างเช่น โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ”

เทมาเสค กองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ลงทุน 417 ล้านปอนด์ในการซื้อที่พักสำหรับนักศึกษาในเอดินเบอร์ก แมนเชสเตอร์ และเมืองอื่นๆ ของอังกฤษ ซึ่งคาดว่านักลงทุนจากเอเชียรายอื่นๆ อาจดำเนินรอยตาม ดร วอลเตอร์สกล่าวว่า “อังกฤษยังคงเป็นศูนย์กลางของความเป็นเลิศด้านการศึกษาระดับโลก มีคนจำนวนมากที่ต้องการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อังกฤษ เพราะมีสมาชิกครอบครัวไปศึกษาที่นั่น”

การมีความรู้เกี่ยวกับอังกฤษเป็นการส่วนตัว เป็นวิธีหนึ่งที่นักลงทุนบางรายใช้ในการจัดการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะความไม่นอนทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นหลังรู้ผลการลงประชามติ การที่อังกฤษถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือลงโดยฟิตช์และสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออื่นๆ อาจทำให้นักลงทุนสถาบันมีความกังวล แต่สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาผู้มีฐานะซึ่งคุ้นเคยกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบางเมืองของอังฤษ อาจมีความกังวลน้อยกว่า

นักลงทุนเอเชียต้องการกระจายการลงทุนออกนอกประเทศ

แม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นหลังอังกฤษออกเสียงลงประชามติถอนตัวถัวออกจากอียู นักลงทุนจากเอเชียยังให้ความสนใจโอกาสในการกระจายการลงทุนออกไปนอกประเทศ ตัวอย่างเช่น จีนซึ่งมีนักลงทุนไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะลงทุนในต่างประเทศเพิ่มอีกในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หรือแม้แต่นักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งโดยทั่วไปมักไม่เลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง สนใจลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเพื่อหาโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจและเพื่อกระจายการลงทุน หลังจากที่ญี่ปุ่นใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนเหล่านี้สนใจ ได้แก่ อเมริกา อังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป

การที่อียูไม่มีสนสัญญาทางการค้ากับอินเดียหรือจีน ดังนั้น การที่อังกฤษถอนตัวจากอียูจึงไม่ได้เป็นขอเสียเปรียบที่มากมายนัก นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่นโยบายใหม่ของอังกฤษในการพิจารณาการรับชาวต่างชาติเข้าประเทศ ด้วยการใช้การให้คะแนนตามเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนด อาจจะทำให้ชาวเอเชียที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถเดินทางเขาไปทำงานและอยู่อาศัยในอังกฤษได้ง่ายขึ้น

โดยภาพรวม นักลงทุนเอเชียมีแนวโน้มเข้าลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ณ ขณะนี้ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์หลังอังกฤษมีประชามติออกจากอียู ยังคงต้องรอดูว่า สถานการณ์จะพัฒนาไปในลักษณะใดต่อไป