Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

การลงทุนซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกครึ่งแรกปีนี้ใกล้เคียงปี 58

แม้การซื้อขายในไตรมาสสองลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว


การลงทุนซื้อขายอาคารที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิกในครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้มูลค่าการลงทุนในไตรมาสสองปีนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

รายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล เผยว่า ในไตรมาสที่ผ่านม มีการลงทุนซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.83 หมื่นล้านดอลลาร์หรัฐฯ ปรับตัวลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 

ดร มีแกน วอลเตอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการลงทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เจแอลแอล กล่าวว่า การซื้อขายโดยนักลงทุนต่างชาติยังคงคึกคัก โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ดี พบว่า การซื้อขายอาคารข้ามภูมิภาคปรับตัวลดลง ทั้งนี้ การเข้าลงทุนซื้ออาคารในเอเชียแปซิฟิกโดยนักลงทุนจากต่างภูมิภาคในไตรมาสสองมีมูลค่ารวม 4.4 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 21% เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนได้เลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไป หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณความไม่แน่นอน

ในทางกลับกัน การซื้อโดยนักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกเองมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในไตรมาสที่ผ่านมามีมูลค่าปรับสูงขึ้นเป็น 3.1 พันล้านดอลลาร์ จาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสองของปี 58 สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกต้องการลงทุนภายในภูมิภาคมากกว่า

"ปริมาณการลงทุนซื้อขายอาคารในไตรมาสสองยังไม่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการลงประชามติของอังกฤษในการถอนตัวออกจากอียู อย่างไรก็ดี ความผันผวนในตลาดเงินโลก มีแนวโน้มที่จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของบางประเทศในเอเชียแปซิฟิกได้รับความสนใจจากนักลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น" ดร มีแกนกล่าว

การลงทุนซื้อขายในสิงคโปร์ในไตรมาสสองของปีนี้ เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากไตรมาสสองของปี 58 ซึ่งหลักๆ เป็นผลมาจากการขายอาคารเอเชีย สแควร์ ทาวเวอร์ 1 ด้วยมูลค่า 2.45 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการซื้อขายอาคารเดี่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิก

ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายอาคารที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เมื่อคิดเป็นเงินเยน พบว่า การซื้อขายมีมูลค่าปรับเพิ่มขึ้นเพียง 4% นอกจากนี้ การลงทุนซื้อขายรายการใหญ่ใหม่ๆ มีจำนวนลดลงเนื่องจากเจ้าของอาคารไม่ต้องการขาย โดยเฉพาะเจ้าของที่มีหนี้ ซึ่งมีทางออกที่ดีกว่าด้วยการรีไฟแนนซ์หนี้ให้ถูกลง แล้วถือครองอาคารต่อไป

เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นประกอบกับกำลังการซื้อที่สูงขึ้น ทำให้เริ่มมีนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นที่ออกไปหาโอกาสการลงทุนซื้ออาคารในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่า โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นมากซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางของญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยเงินฝากติดลบมากขึ้นไปอีก

สำหรับที่ออสเตรเลีย มูลค่าการซื้อในไตรมาสที่ผ่านมาโดยทั่วไป ไม่แตกต่างจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว การซื้อโดยนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนประมาณ 47% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในขณะที่เจ้าของอาคารเริ่มไม่ต้องการขาย เนื่องจากเมื่อขายไปแล้วและต้องการกลับมาลงทุนซื้อใหม่ มีโอกาสน้อยที่จะหาซื้ออาคารได้

ในจีน การลงทุนซื้อขายในไตรมาสที่ผ่านมามีมูลค่าลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสองของปี 58 ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเปลี่ยนมืออาคารสำนักงานจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ขณะนี้ อาคารที่มีเหลือเสนอขายในตลาดมีไม่มาก นอกจากนี้ ราคาขายที่สูง ส่งผลให้ผลตอบแทนที่ผู้ซื้อจะได้รับต่ำ ทำให้นักลงทุนสนใจซื้อน้อยลง

ที่ฮ่องกง มูลค่าการลงทุนลดลง 59% หลังจากที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นอย่างคึกคักในช่วง 2 ไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งรวมถึงการลงทุนซื้อขายรายการใหญ่ๆ หลายรายการ​