Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

วิเคราะห์ผลกระทบ Brexit ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ

คาดดีมานด์ลด แต่ค่าเช่าอาจตกไม่มากเนื่องจากซัพพลายในตลาดมีจำกัด


ผลการลงมติของประชาชนอังกฤษให้ประเทศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรืออียู ได้สร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของอังกฤษ สะท้อนให้เห็นได้จากค่าเงินปอนด์ที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 31 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี คาดว่าอาจมีนักลงทุนชาติบางส่วนที่จะอาศัยประโยชน์จากความผันผวนที่เกิดขึ้นนี้ในการเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ

แม้การลงประชามติจะยังไม่มีผลในทันทีไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการค้าและกฎหมายจนกว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากอียูซึ่งคาดว่าจะเป็นปี 2561 แต่การลงประชามติดงกล่าวได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นแล้วทั้งต่อเศรษฐกิจโดยรวมและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญอิสระหลายรายประเมินว่า ในระยะ 5 ปีหลังการถอนตัวออกจากอียู อังกฤษจะได้รับความสูญเสียทางการค้าและรายได้อยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 3-10 ทั้งนี้ แม้การถอนตัวออกจากอียูจะทำให้อังกฤษสามารถประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายลงได้ แต่คาดว่าจะไม่ช่วยอะไร เนื่องจากอังกฤษจะสูญเสียโอกาสเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลง และขณะนี้ ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาแนวโน้มระยะยาวสำหรับเศรษฐกิจของอังกฤษหลังปี 2020

ผลกระทบโดยรวมต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์

  • ในระยะสั้น เชื่อว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าประเภทต่างๆ จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้เช่ามีแนวโน้มไม่ต้องการขยายการใช้พื้นที่หรือเช่าพื้นที่เพิ่ม เนื่องจากการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเสียบรรยากาศทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าจะส่งกระทบต่อค่าเช่าไม่มาก เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษมีปริมาณอุปทานหรือซัพพลายจำกัด
  • บรรยากาศการลงทุนคาดว่าจะถดถอยลงไปอีก หลังจากที่ปรากฏแนวโน้มมาตั้งแต่ช่วงจัดเตรียมการให้มีการลงประชามติ ดังนั้น การลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะยังคงอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปอีกในระยะสั้นถึงปานกลาง
  • มูลค่าอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วงสองปีข้างหน้า (คาดว่าจะลดลงได้ถึง 10%) ทั้งนี้ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ในลอนดอนมีแนวโน้มผันผวนมากที่สุด เนื่องจากก่อนรู้ผลการลงประชามติ ผู้ขายมีการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อเร่งการขายอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติหรือชาวต่างชาติ ซึ่งมีข้อกังวลถึงความไม่แน่นอนว่าจะลดจำนวนลงหรือไม่หลังอังกฤษถอนตัวออกจากอียู
  • แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ตลาดการซื้อขายที่พักอาศัยมีแนวโน้มชะลอตัว แต่เชื่อว่าราคาที่พักอาศัยในอังกฤษโดยทั่วไปจะปรับตัวลงไม่มาก ยกเว้นลอนดอนซึ่งตลาดที่พักอาศัยมีราคาสูงและมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่าดังที่อธิบายในหัวข้อก่อนหน้า
  • มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษคาดว่าจะปรับลงแรงในระยะแรกเท่านั้น แต่เชื่อว่าจะปรับตัวกลับขึ้นมาได้ หลังจากตลาดหลักๆ ของอังกฤษเริ่มฟื้นตัว และมีนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษเพิ่มขึ้นจากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัว

ผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดที่พักอาศัยของลอนดอน

จากการที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างหนัก ได้เปิดโอกาสระยะสั้นให้นักลงทุนต่างชาติสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนต่างของค่าเงินในการเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษได้ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยในกรุงลอนดอน ซึ่งปกติเป็นตลาดที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง

อย่างไรก็ดี นักลงทุนระยะสั้นที่คิดจะเข้าซื้อที่พักอาศัยในลอนดอนในช่วงนี้ จะต้องรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เนื่องจากลอนดอนเป็นศูนย์กลางหลักของอังกฤษในการทำธุรกิจ-การค้ากับกลุ่มประเทศในอียู ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลอนดอนจึงมีความซับซ้อนมากกว่า และจะเพิ่มความไม่แน่นอนให้มากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับตลาดที่พักอาศัย

อสังหาริมทรัพย์ประเภทพักอาศัยในลอนดอนมีราคาขายค่อนข้างสูง ดังนั้นผลตอบแทนสำหรับการลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่าโดยทั่วไปจึงไม่สูงมากนัก โดยพื้นที่ในเขตชั้นในลอนดอนมีผลตอบแทนการลงทุนที่ประมาณ 3.5% ส่วนพื้นที่เขตชั้นนอกซึ่งมีราคาขายถูกกว่า ให้ผลตอบแทนที่ประมาณ 5% 

สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้าลงทุนซื้อที่พักอาศัยในลอนดอนในขณะนี้ อาจสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลงเมื่อคิดเป็นสกุลเงินของตนเนื่องจากค่าเงินปอนด์อ่อนลงไปมาก แต่ผลตอบแทนการลงทุนจากการปล่อยเช่าอาจไม่ได้สูงขึ้น เนื่องจากค่าเช่าที่ได้จะมีค่าลดลงด้วยเช่นกันเมื่อคิดเป็นสกุลเงินของตน

ทั้งนี้ แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงมากนัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ลอนดอนเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำและราคาที่พักอาศัยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนซื้อต่อเนื่องโดยคาดหวังผลกำไรจากราคาที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

แต่จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ผู้ที่คิดจะลงทุนซื้อโดยอาศัยประโยชน์จากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัวลงมาก จะต้องรับความเสี่ยงเพิ่มตามไปด้วยในแง่ของการปรับขึ้นของราคาในอนาคตที่จะมีความไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน