Skip Ribbon Commands
Skip to main content

News Release

กรุงเทพฯ

คาดผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ต่างกันในการรับมือต้นทุน หลังรัฐฯ ประกาศไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์


กรุงเทพฯ 25 กุมภาพันธ์ 2553 – เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลได้ประกาศจะไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ นายล่องลม บุนนาค ประธานกรรมการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว มีส่วนช่วยให้ต้นทุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง ดังนั้น คาดว่าหลังจากหมดอายุมาตรการ ผู้ประกอบการจะมีการใช้กลยุทธ์จัดการกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
 
สำหรับบางโครงการ ผู้ประกอบการจัดการกับต้นทุนที่สูงขึ้น ด้วยการปรับเพิ่มราคาขาย เพื่อให้สามารถรักษาระดับผลกำไรของโครงการ แต่สำหรับโครงการที่มีการแข่งขันสูง และมีกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวในเรื่องราคา อาจสามารถปรับราคาขึ้นได้ยาก เพราะจะทำให้การขายโครงการทำได้ยากขึ้น และต้องมองหากลยุทธ์อื่นมาใช้ในการควบคุมต้นทุนแทน
 
สำหรับผลกระทบที่เห็นในทันทีจากการประกาศไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล คือ จะเร่งให้มีการซื้อและโอนให้เร็วขึ้นในช่วงนี้ ก่อนมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนว่า จะมีกิจกรรมการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษในระหว่างที่มีมาตรการนี้อยู่ และจากนั้น ยอดการโอนคาดว่าจะมีปริมาณเบาบางลง แต่ปริมาณการโอนที่เบาบางลงอาจไม่สามารถสรุปได้ว่า เป็นผลมาจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง จากการไม่ต่ออายุมาตรการ แต่อาจเป็นเพราะได้มีการเร่งโอนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า
 
นอกเหนือจากการไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ต้องจับตาเพิ่มเติมต่อไปคือ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่ามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐฯ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการซื้อ ดังนั้น หากรัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ น่าจะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่า เพราะทุกๆ เปอร์เซ็นต์ของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น หมายถึงความสามารถในการซื้อที่ลดต่ำลง อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวขึ้นในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่แนวโน้มทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น
 
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งอิงอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการปรับการประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเป็น 3.5 ถึง 4.5% แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ปัญหาความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งอาจมีผลกระทบให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจำกัดสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้เกิดการชะลอการซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้